เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้จัดงานแถลงข่าวผลการตรวจสอบธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” โดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ชุดที่ 2 ของ สคส. จากการตรวจสอบพบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ดังนี้
• การขอความยินยอมไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะใช้วิธี “จูงใจด้วยผลตอบแทน” ทำให้ความยินยอมไม่เป็นอิสระ
• วัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ไม่ตรงกับการใช้งานจริง โดยแจ้งว่าเป็นการเก็บม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ แต่พบว่าผู้ที่เคยสแกนไม่สามารถสแกนซ้ำได้ แสดงให้เห็นว่ามีการนำข้อมูลไปใช้ยืนยันตัวบุคคลด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเกินกว่าที่แจ้งไว้
• มีความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกส่งไปต่างประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้มีการแจ้งแต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
และจากหลักฐานและคำชี้แจง สคส. จึงมีคำสั่งให้:
1. หยุดการเก็บข้อมูลม่านตาเพิ่มเติมทันที และรายงานผลภายใน 7 วัน
2. ลบข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนกว่า 1.2 ล้านราย เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือการส่งออกข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
สคส. ระบุว่าคำสั่งนี้ออกเพื่อป้องกันความเสียหาย อาทิ การรั่วไหล การนำข้อมูลไปขาย หรือใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์โดยมิชอบ และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสากล เนื่องจากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันปรากฏการสั่งระงับการให้บริการของธุรกิจลักษณะเดียวกันนี้ในอีกหลายประเทศ อาทิ เยอรมนี สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล และนอกจากนี้ ยังพบเบาะแสการว่าจ้างให้ผู้อื่นมาสแกนม่านตาแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
แม้การแถลงข่าวของ สคส. ในลักษณะนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง พร้อมกระแสโต้กลับในเชิงลบเป็นจำนวนมาก จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการของธุรกิจดังกล่าว ตลอดจนหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยเกี่ยวกับข้อมูลชีวมิติ
World ID คือ ระบบที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์ (Proof of Personhood) ที่พัฒนาโดย Tools for Humanity ซึ่งก่อตั้งโดย Sam Altman (CEO ของ Open AI) และ Alex Blania โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านตัวตนดิจิทัลที่สามารถแยกแยะ “มนุษย์จริง” ออกจากบอต (Bot) หรือปัญญาประดิษฐ์ในโลกออนไลน์ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตนและการฉ้อโกงในยุคของ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
World ID ทำงานผ่านอุปกรณ์ชื่อว่า Orb สำหรับสแกนม่านตาเพื่อนำไปประมวลผลเป็น "Iris Code" (รหัสที่สร้างจากข้อมูลม่านตา) ซึ่งบริษัทอ้างว่าเป็นรหัสทางเดียวที่ไม่สามารถย้อนกลับเป็นภาพต้นฉบับได้
ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย:
• ไม่เก็บข้อมูลระบุตัวตน เช่น ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หรือเลขบัตรประชาชน
• หลังสร้าง Iris Code ภาพม่านตาต้นฉบับจะถูกลบทันที
• Iris Code จะถูกจัดเก็บแบบเข้ารหัสใน World App บนโทรศัพท์ของผู้ใช้งานเท่านั้น
• Tools for Humanity ไม่สามารถเข้าถึงหรือดึงข้อมูลได้
• Open Source: ซอฟต์แวร์ทั้งหมดเปิดให้ตรวจสอบโค้ดได้บน GitHub/world
• การตรวจสอบความปลอดภัย: ผ่านการตรวจสอบจาก Trail of Bits (บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ทำงานให้กับ Ethereum และหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ)
อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศ โครงการนี้ได้ทำการประชาสัมพันธ์หรือจูงใจให้ร่วมใช้บริการผ่านการมอบโทเคนดิจิทัลเป็นสิ่งตอบแทนการสแกนม่านตา ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเรื่องความยินยอมว่าเป็นไปโดยอิสระหรือไม่
ข้อมูลส่วนบุคคลที่ World ID เลือกใช้เป็นหลักคือ “ข้อมูลม่านตา” ซึ่งถือเป็นข้อมูลชีวมิติประเภทหนึ่ง และเข้าข่ายเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งก่อนการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลชีวมิติมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
(1) ใช้ระบุตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำสูงและเฉพาะเจาะจง
(2) มีความคงทนตลอดชีวิตและไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ (แตกต่างจากรหัสผ่านหรือเอกสารระบุตัวตนที่เปลี่ยนได้)
(3) หากรั่วไหลจะก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้
และนอกจากความเสี่ยงของประเภทข้อมูลชีวมิติแล้ว World ID ยังเผชิญข้อกังวลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในอีกหลายประเด็น ดังนี้
• ความจำเป็นและความเหมาะสมของการเก็บข้อมูลม่านตาเพื่อวัตถุประสงค์ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” ซึ่งอาจถือเป็นการใช้ข้อมูลที่ “เกินความจำเป็น” เมื่อเทียบกับวิธีการระบุตัวบุคคลแบบอื่นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
• ความโปร่งใสในการแจ้งวัตถุประสงค์และการใช้ข้อมูล เนื่องจากข้อมูลชีวมิติสามารถถูกนำไปเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่นจนเกิดเป็น profiling หรือการติดตามพฤติกรรม
• ความกังวลเรื่อง “ความยินยอมโดยเสรี” โดยเฉพาะในกรณีที่มีการใช้แรงจูงใจ เช่น การมอบโทเคนดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้ความยินยอมไม่เป็นไปโดยอิสระตามหลัก PDPA
• ความเสี่ยงในการโอนข้อมูลไปต่างประเทศหรือการเข้าถึงโดยบุคคลที่สาม ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ
แม้กรณี World ID จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนไทยจำนวนมากหันมาตระหนักถึงบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลในการ “แทรกแซง” และเพิกถอนความยินยอมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่จริง ๆ แล้ว นี่ ไม่ใช่กรณีแรก ที่หน่วยงานด้านข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศต่างๆ ใช้อำนาจเช่นนี้กับเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงสูงด้านข้อมูลชีวมิติหรือข้อมูลปริมาณมาก (data-intensive technologies) โดยขอยกตัวอย่างกรณีศึกษา ดังนี้
Clearview AI พัฒนาเทคโนโลยีจดจำใบหน้าโดย “ดึงภาพจากโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ต” โดยที่บุคคลในภาพไม่เคยรู้หรือให้ความยินยอม ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปขายให้หน่วยงานรัฐและตำรวจในหลายประเทศ โดยหน่วยงานกำกับหลายแห่งทั่วโลกพบว่ามีการเก็บข้อมูลชีวมิติ (ใบหน้า) โดยไม่ได้รับความยินยอม มีความโปร่งใสต่ำ และไม่มีฐานกฎหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจึงมีการสั่งลบข้อมูลใบหน้า ปรับเงิน และสั่งหยุดประมวลผลในหลายประเทศ อาทิ สหราชอาณาจักร ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ประเทศออสเตรเลีย และประเทศแคนาดา
Meta ถูกพบว่าเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของผู้ใช้นอกแพลตฟอร์ม (Off-Facebook Activity) ผ่าน Pixel และ tracking technology จำนวนมากโดยไม่แจ้งให้ผู้ใช้ทราบ ไม่ได้รับความยินยอมที่ชัดเจน และอ้างฐานกฎหมายไม่ถูกต้อง (เช่น “legitimate interest”) กับการทำ behavioural ads ต่อมาจึงถูกหน่วยงานกำกับในหลายประเทศสั่งปรับ Meta หลายร้อยล้านยูโร และบังคับให้ Meta ปรับระบบการประมวลผลข้อมูล
TikTok ถูกตรวจสอบว่าประมวลผลข้อมูลของเด็ก เช่น ประวัติการใช้งาน ความสนใจ ข้อมูลชีวมิติจากวิดีโอ โดยไม่ได้รับความยินยอมที่ถูกต้อง รวมถึงปล่อยให้บัญชีเด็กเป็น “Public” โดยค่าเริ่มต้น (default settings) ต่อมาจึงถูกหน่วยงานกำกับในยุโรปและอังกฤษสั่งปรับรวมหลายร้อยล้านยูโร และสั่งให้ TikTok เปลี่ยนระบบการประมวลผลสำหรับเยาวชน
โครงการ Aadhaar เป็นระบบระบุตัวบุคคลระดับชาติของอินเดีย ดำเนินการโดย Unique Identification Authority of India (UIDAI) ซึ่งเก็บข้อมูลชีวมิติ ได้แก่ ม่านตา ลายนิ้วมือ ภาพใบหน้า รวมถึงข้อมูลประชากรพื้นฐาน ครอบคลุมประชากรมากกว่า 1.3 พันล้านคน ทำให้เป็นฐานข้อมูลชีวมิติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เป็น “ID กลาง” ในการเข้าถึงบริการรัฐหลายประเภท
โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในประเด็นความจำเป็นและความได้สัดส่วน ความเสี่ยงจากการติดตามประชาชนเนื่องจากถูกใช้ในหลายบริการ และความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลชีวมิติระดับประเทศ ต่อมาศาลสูงสุดอินเดียในคดี Puttaswamy (2018) มีคำวินิจฉัยว่าระบบ Aadhaar สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ห้ามภาคเอกชนบังคับใช้ Aadhaar จำกัดการใช้งานเฉพาะบริการของรัฐที่จำเป็น และยืนยัน “สิทธิในความเป็นส่วนตัว” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอินเดีย
Grindr เป็นแอปหาคู่สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งโดยธรรมชาติของบริการ ผู้ใช้งานมักเปิดเผยข้อมูลที่เข้าข่าย “ข้อมูลอ่อนไหว” ตาม GDPR เช่น เพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศ พฤติกรรมการใช้แอป และตำแหน่งที่ตั้ง โดยหากข้อมูลเหล่านี้ถูกละเมิดอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อผู้ใช้งาน เช่น การถูกเลือกปฏิบัติหรือความปลอดภัยส่วนบุคคล ซึ่งหน่วยงานกำกับของประเทศนอร์เวย์ตรวจสอบพบว่า Grindr ได้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานให้แก่บริษัทโฆษณาบุคคลภายนอก โดยไม่ได้อาศัยความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากผู้ใช้งานแอปจะถูกบังคับให้ ‘ยินยอมทั้งหมด’ เพื่อเข้าถึงบริการโดยไม่มีทางเลือกที่แท้จริง และไม่มีการแจ้งถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไปยังหน่วยงานภายนอก ภายหลังจากตรวจสอบหน่วยงานกำกับของนอร์เวย์จึงสั่งปรับ Grindr กว่า 6.3 ล้านยูโร และสั่งให้ปรับปรุงรูปแบบการให้ความยินยอมให้เป็นไปตามกฎหมาย GDPR และให้หยุดเปิดเผยข้อมูลไปยังบริษัทคู่ค้า แม้ผู้ใช้จำนวนมากจะไม่รู้ว่าข้อมูลถูกส่งออกไปก็ตาม
กรณีตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น Clearview AI, Meta, TikTok, Aadhaar และ Grindr ล้วนมีลักษณะคล้ายกับกรณี World ID คือเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมากและข้อมูลอ่อนไหวสูง
ลักษณะร่วมของกรณีเหล่านี้
1. ช่องว่างด้านความเข้าใจ
ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบนี้มากนัก หรือไม่ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้น
2. การแทรกแซงเชิงป้องกัน
เมื่อเทคโนโลยีมีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิส่วนบุคคล ทั้งภาครัฐและประชาชนอาจไม่สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน ทำให้หลายประเทศเลือกใช้มาตรการเข้าตรวจสอบหรือชะลอการดำเนินงาน โดยที่ไม่ได้มีการร้องเรียนจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง
3. ข้อมูลที่ต้องให้ความระมัดระวังสูง
• ข้อมูลชีวมิติ (ม่านตา ลายนิ้วมือ ใบหน้า)
• ข้อมูลเด็ก
• ข้อมูลพฤติกรรมส่วนตัว
• ข้อมูลที่เปลี่ยนใหม่ไม่ได้หากเกิดการรั่วไหล
กรณีทั้งหมดนี้สะท้อนหลักการร่วมกันว่า ภาครัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชนในสถานการณ์ที่ข้อมูลมีความเสี่ยงสูง ในขณะเดียวกันประชาชนเองก็ต้องได้รับข้อมูลที่เพียงพอและโปร่งใสเพื่อเข้าใจความเสี่ยงและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกรณี World ID ในประเทศไทยเช่นกัน
การหลีกเลี่ยงการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินการกับข้อมูลส่วนบุคคลย่อมไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงของปัญหาในปัจจุบัน แต่การวางแผนเพื่อประเมินความเสี่ยง เตรียมพร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมเพียงพอ และการปฏิบัติตามมาตรฐานของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะช่วยให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถปฏิบัติหน้าที่หรือให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว